ประเด็นข่าวที่กำลังถูกจับตามองอย่างมากในขณะนี้ ไม่ใช่เพียงข่าวซุบซิบในราชสำนัก หากแต่สะท้อน “โครงสร้างอำนาจ” ที่ยังคงดำรงอยู่ และความเป็นมนุษย์ที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงการแข่งขันได้ แม้จะอยู่ในจุดสูงสุดของสังคมก็ตาม
ประวัติศาสตร์โลกพิสูจน์มาแล้วซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่า การแย่งชิงอำนาจภายในราชสำนักไม่ใช่เรื่องใหม่ ตั้งแต่ราชวงศ์จีน รัสเซีย ไปจนถึงสยาม ล้วนเคยมีกรณีที่พระมเหสี พระสนม หรือบุคคลใกล้ชิดกษัตริย์ กลายเป็นศูนย์กลางของความขัดแย้ง อำนาจ ความโปรดปราน และผลประโยชน์
ในบริบทปัจจุบัน การปรากฏตัวและบทบาทที่เด่นชัดของ “เจ้าคุณพระสินีนาฏ” หลังพ้นจากเรือนจำ กลับมาได้รับตำแหน่งสำคัญในโครงการระดับชาติ พร้อมภาพกิจกรรมที่ถูกควบคุมอย่างเป็นระบบ แตกต่างอย่างเห็นได้ชัดจากแนวทางการเคลื่อนไหวของ “ราชินีสุทิดา” ในช่วงก่อนหน้า ซึ่งเปิดพื้นที่สื่ออย่างเสรีจนเกิดภาพที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก
ภาพ ส.ค.ส. พระราชทาน การเสด็จร่วมในโครงการโคกหนองนาในเรือนจำ และการแต่งตั้งตำแหน่งในโครงการ “ราชทัณฑ์ปันสุข” ไม่ได้เป็นเพียงกิจกรรมเชิงสัญลักษณ์ หากแต่เป็น “สัญญาณทางอำนาจ” ที่ส่งผลต่อการรับรู้ของข้าราชการ สื่อมวลชน และประชาชนโดยตรง
เมื่อโครงสร้างประเทศยังเป็นราชาธิปไตย อำนาจ ความโปรดปราน และทรัพย์สิน ย่อมผูกโยงกันอย่างแยกไม่ออก การแข่งขันจึงไม่ได้เกิดขึ้นกับประชาชน แต่เกิดขึ้นเพื่อ “ทำให้ถูกพระราชหฤทัย” เพราะนั่นหมายถึงอำนาจที่แท้จริง
ทั้งหมดนี้จึงไม่ใช่เรื่องส่วนตัวของใครคนใดคนหนึ่ง แต่เป็นภาพสะท้อนของระบบที่ยังคงตั้งอยู่บนบุคคล มากกว่าสถาบัน และยังคงเป็นคำถามสำคัญในศตวรรษที่ 21 ว่า ประเทศควรเดินไปในทิศทางใด