หัวข้อที่หยิบยกขึ้นมาพูดในวันนี้ ไม่ใช่เรื่องซุบซิบ แต่เป็น ไฮไลต์ของวิกฤตสังคมไทย ที่สะสมมานาน นั่นคือ “ปัญหาของระบบวัง” และการจัดการข่าวสารที่ผิดไปจากหลักการประชาธิปไตยสมัยใหม่
กรณีข่าว สมเด็จพระเทพฯ ทรงพระประชวร ที่ถูกเผยแพร่อย่างเป็นทางการ กลับทำให้เกิดคำถามจำนวนมากในสังคม ไม่ใช่เพราะประชาชนอยากรู้อยากเห็น แต่เพราะนี่คือ เรื่องปกติ ที่เคยเกิดขึ้นสม่ำเสมอในอดีต โดยเฉพาะในสมัยรัชกาลที่ 9
ไม่ว่าจะเป็นการทรงพระประชวรเล็กน้อย หรือการเสด็จไปต่างประเทศ สำนักพระราชวังล้วนแจ้งข่าวอย่างชัดเจน เป็นระเบียบ และสม่ำเสมอ
แต่เมื่อเข้าสู่รัชกาลที่ 10 รูปแบบนั้นกลับหายไป
ข่าวเกี่ยวกับพระราชกรณียกิจ สุขภาพ หรือการเสด็จไปต่างประเทศ แทบไม่เคยปรากฏอย่างเป็นทางการ ทั้งที่เป็นเรื่องซึ่งเกี่ยวข้องโดยตรงกับ ความมั่นคงของประเทศ และ ภาษีของประชาชน
การปกปิดข่าวเช่นนี้ ไม่ได้ทำให้สถาบันเข้มแข็งขึ้น
ตรงกันข้าม มันกลับเปิดพื้นที่ให้ “ข่าวลือ” เข้ามาทำหน้าที่แทนข่าวจริง
และในประวัติศาสตร์โลก เราเห็นมาแล้วหลายครั้งว่า ข่าวลือจำนวนไม่น้อย กลับกลายเป็นความจริงในเวลาต่อมา
บทเรียนจากรัสเซีย จีน หรือแม้แต่ประเทศในเอเชียเอง สะท้อนชัดว่า
การไม่สื่อสารเรื่องสุขภาพและสถานะของผู้นำอย่างโปร่งใส คือความเสี่ยงทางการเมืองขั้นร้ายแรง
ประเทศไทยในวันนี้ กำลังย้อนกลับไปสู่โครงสร้างอำนาจแบบราชาธิปไตยรวมศูนย์
มีการแก้รัฐธรรมนูญเพื่อให้กษัตริย์เสด็จไปต่างประเทศโดยไม่ต้องตั้งผู้สำเร็จราชการ
มีการใช้กฎหมาย 112 ปิดกั้นคำถามทุกชนิด
และปล่อยให้ข่าวแจกเป็นความจริงเพียงด้านเดียว
ผลที่ตามมา คือประชาชนไม่รู้ว่าจะเชื่อใคร
สื่อไม่กล้ารายงาน
นักศึกษาและประชาชนถูกจับ ถูกคุมขัง หรือถูกอุ้มหายโดยไร้ความไว้วางใจในกระบวนการยุติธรรม
กรณีข่าวสมเด็จพระเทพฯ จึงไม่ใช่เรื่องส่วนบุคคล
แต่เป็น “ตัวอย่างชัดเจน” ของอันตรายจากการปิดข่าวทั้งระบบ
เมื่อไม่เปิดเผยความจริง ข่าวลือย่อมงอกงาม
และความศรัทธาที่แท้จริงก็พังทลายลงอย่างเงียบงัน
หากประเทศไทยต้องการความมั่นคงในระยะยาว
สิ่งที่จำเป็นไม่ใช่การปิดปาก
แต่คือ ความโปร่งใส การสื่อสารตรงไปตรงมา และการยอมรับว่าประชาชนมีสิทธิรู้