ในวงสนทนาการเมืองช่วงหนึ่ง มีการย้อนมอง “มาตรา 112” ผ่านประสบการณ์ของนักการเมืองรุ่นก่อน ที่เคยเผชิญข้อกล่าวหาและแรงปะทะกันเองในสนามอำนาจ
ชื่อของ สมัคร สุนทรเวช และ เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส มักถูกยกเป็นตัวอย่างว่า ในอดีตคดีลักษณะนี้เกิดขึ้นในหมู่นักการเมืองด้วยกันเอง มากกว่าจะลุกลามมาสู่ประชาชนทั่วไป
กระทั่งแนวคิดของ สุขุมพันธุ์ บริพัตร ถูกหยิบยกขึ้นมาถกเถียงอีกครั้ง เมื่อเขาเคยเสนอให้ “แก้ 112” โดยใช้หลักการเดียวกับคดีสามัญชน
หากมีผู้เสียหาย ก็ให้ฟ้องร้องและพิสูจน์กันในศาล
ไม่ควรเปิดช่องให้ใครก็ได้หยิบไปใช้เป็นอาวุธทางการเมือง
แนวคิดนี้เคยถูกมองว่า “แรง” ในยุคนั้น แต่เมื่อเวลาผ่านไป สังคมกลับเห็นภาพที่ต่างออกไป—คดี 112 ไม่ได้จำกัดอยู่ในหมู่นักการเมืองอีกต่อไป หากแต่ถูกใช้โดย “ประชาชนฟ้องประชาชน” จนกลายเป็นบรรยากาศความหวาดกลัว และการเสนอหน้าเพื่อช่วงชิงอำนาจต่อรองในสังคม
หลายคนตั้งคำถามว่า
-
เหตุใดจึงแทบไม่เห็นการฟ้องร้องโดยสถาบันโดยตรง
-
แต่กลับเห็นการแจ้งความจากบุคคลที่อ้างความจงรักภักดี
-
และใครคือผู้ได้ประโยชน์จากความเงียบและความกลัวนี้กันแน่
วงสนทนายังโยงไปถึงโครงสร้างอำนาจที่ลึกกว่าตัวบุคคล ตั้งแต่การเปลี่ยนตัวผู้บริหารเมืองหลังรัฐประหาร ไปจนถึงกลไกงบประมาณ การแต่งตั้ง และผลประโยชน์ที่ซ้อนทับกัน
สาระสำคัญคือ “ปัญหาไม่ได้อยู่ที่คนใดคนหนึ่ง แต่อยู่ที่ระบอบและผลประโยชน์ที่ค้ำจุนมัน”
มีการยกตัวอย่างเชิงเปรียบเทียบว่า ต่อให้เปลี่ยนตัวผู้นำ หากโครงสร้างผลประโยชน์ยังอยู่ ระบบก็จะผลิตซ้ำพฤติกรรมเดิม ๆ ต่อไป ไม่ต่างจากประวัติศาสตร์การเมืองไทยในหลายยุคสมัย
ท้ายที่สุด ประเด็นทั้งหมดจึงย้อนกลับมาที่คำถามใหญ่
สังคมควรกลัวการตั้งคำถาม หรือควรกลัวระบบที่ไม่เปิดให้ตั้งคำถามมากกว่ากัน?