คำถามที่หลายคนค้างคาใจคือ
ทำไมอนุทินถึง “กล้าพูด” และ “กล้าทำ” ในสิ่งที่อดีตนายกคนอื่นไม่อาจทำได้โดยไม่ถูกแรงต้านถล่มทลาย
หากเหตุการณ์แบบเดียวกันนี้เกิดขึ้นในยุคทักษิณ
ประเทศคงเต็มไปด้วยม็อบ
คำว่า “ขายชาติ” คงถูกตะโกนซ้ำแล้วซ้ำเล่า
แต่วันนี้…กลับเงียบอย่างน่าประหลาด
รัฐบาลเสียงข้างน้อย
นายกจากพรรคเดียว
แต่สามารถพูดถึงการ “ถอย” เรื่องดินแดนได้อย่างไม่สะทกสะท้าน
ทั้งที่ก่อนขึ้นตำแหน่ง เคยประกาศว่า
“แผ่นดินตารางนิ้วเดียวก็ยอมเสียไม่ได้”
คำพูดเปลี่ยน
ท่าทีเปลี่ยน
แต่ผู้ที่ต้องสูญเสียกลับเป็นประเทศ
จากกรณีชายแดน
ไปจนถึงการลงนาม MOU เรื่องทรัพยากรหายาก
จากคำว่า “ไม่ใช่สนธิสัญญา ยกเลิกได้”
สู่คำถามว่า
ถ้าไม่สำคัญ…แล้วทำไมไม่ยกเลิก?
สิ่งที่น่ากังวลไม่ใช่แค่เนื้อหาในเอกสาร
แต่คือภาพลักษณ์ของประเทศ
ศักดิ์ศรี
อธิปไตย
และความเงียบของผู้ที่เคยออกมาด่ารัฐบาลอื่นอย่างดุเดือดในอดีต
คำถามสุดท้ายอาจไม่ใช่
“ใครขายชาติ”
แต่คือ
ใครเปิดทางให้สิ่งนี้เกิดขึ้นได้โดยไร้แรงต้าน
🔥 แคปชันดึงคนอ่าน (เลือกใช้ได้)
แคปชัน 1 (แรง ชวนถก)
ถ้าเป็นยุคอื่น คำพูดแบบนี้ประเทศคงเดือด
แต่วันนี้…กลับเงียบ
เงียบจนต้องถามว่า
เรากำลังชินกับอะไรอยู่กันแน่?
แคปชัน 2 (ตั้งคำถาม)
เมื่อ “ตารางนิ้วเดียวก็ไม่ยอมเสีย”
กลายเป็น “ถอยได้ถ้าแฟร์”
คำถามคือ…
ใครได้แฟร์
และใครต้องเสีย?
แคปชัน 3 (วิเคราะห์คม)
อำนาจไม่ได้เปลี่ยนประเทศทันที
แต่มันเปลี่ยนคำพูด
เปลี่ยนท่าที
และเปลี่ยนสิ่งที่เรายอมรับได้โดยไม่รู้ตัว