วันนี้ถือเป็นอีกหนึ่งวันสำคัญของการเมืองไทย ที่ถูกจับตามองจากทุกขั้ว ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มเสื้อแดง กลุ่มสีส้ม หรือผู้ติดตามสถานการณ์การเมืองโดยรวม เหตุการณ์ที่กลายเป็นประเด็นร้อน คือการที่แกนนำพรรคเพื่อไทยเดินทางไปแสดงความยินดีวันเกิด สนธิ ลิ้มทองกุล หรือที่หลายคนรู้จักกันในชื่อ “แป๊ะลิ้ม”
เหตุการณ์นี้ไม่ได้เกิดขึ้นลอย ๆ แต่เกิดขึ้นต่อเนื่องหลังการปรับโครงสร้างพรรคเพื่อไทย การตั้งคณะกรรมการบริหารชุดใหม่ การเปลี่ยนหัวหน้าพรรค รวมถึงช่วงเปลี่ยนผ่านทางอำนาจทางการเมืองที่มีนัยสำคัญ ทั้งการถอยบทบาทของ “อุ๊งอิ๊ง” และสถานะของ ทักษิณ ชินวัตร ที่เคยถูกตัดออกจากเกมการเมือง
ภาพของกระเช้าดอกไม้เพียงหนึ่งกระเช้า กลับสะเทือนมากกว่าที่หลายคนคิด เพราะมันถูกมองว่าเป็น “สัญญาณทางการเมือง” มากกว่ามารยาททางสังคม นำไปสู่เสียงวิพากษ์วิจารณ์จากกลุ่มที่นิยามตนเองว่าเป็นฝ่ายประชาธิปไตยและฝ่ายก้าวหน้า
อย่างไรก็ตาม การวิจารณ์เป็นสิทธิที่ทุกคนมี แต่สิ่งที่ผู้พูดพยายามชี้ให้เห็น คือปัญหาเชิงโครงสร้างของการเมืองไทยที่ดำรงอยู่มายาวนาน ไม่ว่าจะเป็นการรัฐประหาร การสลายการชุมนุม การใช้อำนาจรัฐ และบทบาทของชนชั้นนำทางการเมืองที่ซับซ้อนกว่าภาพที่ถูกเล่าให้ประชาชนฟัง
ผู้พูดเล่าย้อนถึงประสบการณ์ตรง ตั้งแต่เหตุการณ์ปี 2549 การรัฐประหาร การเคลื่อนไหวของพันธมิตรฯ การต่อสู้ของมวลชนรากหญ้า ไปจนถึงบทบาทของนักวิชาการและสื่อ ที่แม้จะมีเจตนาดี แต่กลับขาด “ยุทธศาสตร์เพื่อชัยชนะ” อย่างแท้จริง
ประเด็นสำคัญที่ถูกย้ำซ้ำแล้วซ้ำเล่า คือ การเมืองไม่ใช่แค่ความตั้งใจดีหรืออุดมการณ์สวยหรู แต่ต้องมียุทธศาสตร์ มีทางออก และต้องรับผิดชอบต่อผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจริง มิฉะนั้น การเคลื่อนไหวก็จะวนซ้ำอยู่ในวงจรเดิม และเปิดช่องให้เผด็จการกลับมาครอบงำซ้ำแล้วซ้ำเล่า
เหตุการณ์เล็ก ๆ อย่างการอวยพรวันเกิด จึงไม่ใช่เรื่องเล็ก หากมองในบริบทของประวัติศาสตร์การเมืองไทย เพราะมันสะท้อนการ “จัดวางตำแหน่งใหม่” ของผู้เล่นเก่า และอาจเป็นสัญญาณว่าบุคคลที่เคยถูกผลักออกจากเวที กำลังจะกลับมาอยู่ในศูนย์กลางอีกครั้ง