นิมิตที่เกิดจากผู้ปฏิบัติธรรมอย่างแท้จริง มิใช่สิ่งที่เกิดจากความอยากเด่น อยากดัง หรือความต้องการให้ใครเชื่อ หากแต่เป็นผลของจิตที่ค่อย ๆ วาง วางอัตตา วางความยึดมั่นในตัวตน และวางความพยายามควบคุมโลกภายนอก
เมื่อใจไม่ดิ้นรน ไม่ไขว่คว้า และไม่แสวงหาการยอมรับ จิตเช่นนี้ย่อมเปิดรับความจริงของโลกตามที่มันเป็น และนั่นคือพื้นฐานของนิมิตที่เกิดขึ้นอย่างสงบ ลึก และไม่บิดเบือน
หลวงตาเยื้อน คือพระผู้ดำเนินชีวิตอย่างสมถะ ไม่ยึดติดชื่อเสียง ไม่แสวงหาศรัทธาจากใคร และไม่หวั่นไหวต่อเสียงยกยอหรือคำตำหนิ เพราะท่านรู้ดีว่าสิ่งเหล่านั้นเป็นเพียง “เสียงของโลก” ไม่ใช่แก่นของทางธรรม
ด้วยเหตุนี้ เมื่อนิมิตปรากฏในจิตของท่าน จึงมิใช่เรื่องน่าตื่นตระหนก หากมองจากสายตาของผู้เข้าใจการภาวนาอย่างลึกซึ้ง เพราะจิตที่สงบตั้งมั่น เปรียบเสมือนผิวน้ำที่เรียบใส เมื่อไม่มีคลื่นแห่งอารมณ์รบกวน สิ่งใดสะท้อนลงมาก็ย่อมปรากฏชัด
อย่างไรก็ตาม หลวงตาเยื้อนไม่เคยกล่าวว่านิมิตคือคำพยากรณ์ที่ทุกคนต้องเชื่อ ท่านไม่เคยใช้มันเพื่อข่มขู่ หรือสร้างความกลัว แต่ใช้มันเป็น “สัญญาณเตือน” ให้มนุษย์หันกลับมาดูใจตนเอง ว่ายังใช้ชีวิตด้วยความประมาทหรือไม่ ยังหลงในอำนาจ ความโลภ และความยึดมั่นมากเพียงใด
ในสายตาของท่าน นิมิตไม่สำคัญเท่าการกระทำในปัจจุบัน เพราะแม้นิมิตจะบอกอะไรไว้ หากมนุษย์รู้จักหยุด รู้จักวาง และรู้จักเปลี่ยน เหตุย่อมเปลี่ยน และผลย่อมเปลี่ยนตาม นี่คือหัวใจของธรรมะที่ไม่ผูกชีวิตไว้กับอนาคต แต่ชี้ให้กลับมาอยู่กับปัจจุบันอย่างมีสติ
คำว่า “สะเทือนแผ่นดิน” ในทางธรรม มิได้หมายถึงภัยพิบัติหรือความรุนแรงภายนอกเท่านั้น หากหมายถึง “ฐานใจของผู้คน” ที่กำลังสั่นคลอนอย่างเงียบ ๆ
หลวงตาเยื้อนเคยกล่าวว่า ภัยที่น่ากลัวที่สุด ไม่ใช่ภัยจากฟ้า ดิน หรือธรรมชาติ แต่คือภัยที่เกิดจากใจมนุษย์เอง เมื่อใจเต็มไปด้วยความโลภ โกรธ และหลง แผ่นดินภายนอกอาจยังดูมั่นคง แต่แผ่นดินภายในได้แตกร้าวไปแล้วโดยไม่รู้ตัว
เมื่อนิมิตเอ่ยถึงผู้นำประเทศ มิใช่เพื่อชี้นิ้วกล่าวโทษ แต่เป็นกระจกสะท้อน “ภาระของอำนาจ” เพราะยิ่งอำนาจสูง ผลของการกระทำยิ่งแผ่กว้าง คำเตือนจึงมิใช่ลางร้าย หากคือเมตตาที่เตือนว่า ก่อนจะนำผู้อื่น จงกลับมาดูใจตนเองก่อนว่ายังตั้งมั่นอยู่ในธรรมหรือไม่
คำว่า “เตือนแล้วไม่ฟังจะสาย” หากฟังเผิน ๆ อาจเหมือนคำขู่ แต่ในสายตาของผู้เข้าใจธรรม นี่คือความห่วงใยอย่างลึกซึ้ง เพราะความสายในทางธรรม ไม่ได้หมายถึงเวลา แต่หมายถึงช่วงที่ใจยังมีโอกาสกลับตัว
หากใจยังฟังได้ ยังสะเทือน ยังอ่อนลง แสดงว่ายังไม่สาย
แต่หากใจแข็ง ไม่รับ ไม่รู้สึก แม้โอกาสจะมา ก็อาจมองไม่เห็น
สุดท้ายแล้ว นิมิตจะจริงหรือไม่ อาจไม่สำคัญเท่ากับสิ่งที่มันปลุกขึ้นมาในใจเรา
หากมันทำให้เราประมาทน้อยลง เมตตามากขึ้น และหันกลับมาดูใจตนเอง นั่นก็เพียงพอแล้ว
เพราะแก่นแท้ของธรรมะ
ไม่ใช่การรู้อนาคต
แต่คือการรู้ใจ…ในปัจจุบัน