หากมองการเมืองไทยด้วยสายตาเชิงอำนาจ บทเรียนหนึ่งที่เกิดซ้ำมาโดยตลอดคือ วันที่ใครก้าวขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรี วันนั้นเขาจะไม่ยอมเป็น “ลูกน้อง” ของใครอีกต่อไป ต่อให้คนคนนั้นเคยเป็นผู้ปั้น เป็นผู้หนุน หรือเป็นเจ้าของเครือข่ายอำนาจมาก่อนก็ตาม
สถานการณ์ระหว่าง อนุทิน ชาญวีรกูล, เนวิน ชิดชอบ และ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า กำลังสะท้อนบทเรียนนี้อย่างชัดเจน
วันนี้อนุทินอาจยังต้องพึ่งพาเนวินในเชิงโครงสร้าง และต้องอาศัยธรรมนัสในเชิงพลังทางการเมือง แต่หากวันหนึ่งอนุทินก้าวขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรีอย่างเต็มตัว สมดุลความสัมพันธ์ย่อมเปลี่ยนทันที เพราะตำแหน่ง “ผู้นำรัฐบาล” ไม่เปิดพื้นที่ให้ใครคอยกำกับจากเบื้องหลังได้ตลอดไป
สไตล์ผู้นำที่ต่างกันโดยสิ้นเชิง
ภาพลักษณ์ของอนุทินคือผู้นำที่อ่อนน้อม ให้เกียรติข้าราชการ พูดจาแบบประนีประนอม และพยายามรักษาความสัมพันธ์ทุกด้าน ขณะที่ธรรมนัสเป็นนักการเมืองอีกแบบหนึ่งโดยสิ้นเชิง—ดุดัน ตรงไปตรงมา ใจถึง กล้าได้กล้าเสีย และใช้ภาษาทางอำนาจอย่างไม่อ้อมค้อม
ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ใคร “ดี” หรือ “ร้าย” แต่อยู่ที่ว่า เมื่อสองสไตล์นี้ต้องอยู่ร่วมรัฐบาลเดียวกัน ความตึงเครียดย่อมเกิดขึ้นหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยเฉพาะเมื่อข้าราชการประจำเริ่มรู้สึกว่าถูกกด ถูกข่ม หรือถูกใช้เป็นเครื่องมือ
เมื่อความไม่พอใจของระบบราชการสะสมมากขึ้น เรื่องเหล่านี้ย่อมไหลไปถึงหูนายกรัฐมนตรี และกลายเป็นแรงบ่อนทำลายรัฐบาลจาก “ภายใน” ไม่ใช่จากฝ่ายค้าน
ประวัติศาสตร์ที่เคยเกิดซ้ำ
บทเรียนลักษณะนี้ไม่ได้ใหม่ เราเคยเห็นมาแล้วตั้งแต่
-
พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา กับ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ
-
ย้อนกลับไปถึงความสัมพันธ์ของ ทักษิณ ชินวัตร กับนักการเมืองสายอำนาจ
-
รวมถึงผู้นำรุ่นก่อนอย่าง ชวน หลีกภัย และ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ
ทุกกรณีสะท้อนสิ่งเดียวกันคือ
ไม่มีนายกรัฐมนตรีคนใดยอมอยู่ใต้เงาคนอื่นได้ตลอด
พึ่งพากันวันนี้ แตกหักวันหน้า?
ในวันนี้ ทั้งสามฝ่ายยังต้องพึ่งพากันอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
-
อนุทิน ต้องอาศัยเครือข่าย
-
เนวิน ต้องอาศัยตำแหน่ง
-
ธรรมนัส ต้องอาศัยโครงสร้างรัฐบาล
แต่การพึ่งพา ไม่ได้แปลว่าจะยอมจำนนตลอดไป
เมื่อศักดิ์ศรีของตำแหน่งนายกรัฐมนตรีถูกท้าทาย เมื่อบทบาท “ผู้กำกับ” ยังไม่ถอยออกจากฉาก และเมื่อผู้เล่นบางคนไม่ยอมลดดีกรีความแข็งกร้าว ความแตกหักย่อมเป็นเพียงเรื่องของเวลา
กงล้อประวัติศาสตร์ทางการเมืองไทยไม่เคยหยุดหมุน
วันนี้อาจร่วมโต๊ะ
พรุ่งนี้อาจแยกทาง
ม้าแกร่งหรือไม่ เวลาเท่านั้นจะพิสูจน์
คนจริงหรือไม่ อำนาจเท่านั้นจะตัดสิน