เส้นทางของ “ทักษิณ” ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของบุคคลคนหนึ่ง แต่เป็นเรื่องของ อำนาจสองฝ่ายที่ปะทะกัน — อำนาจจากประชาชน กับอำนาจที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง
ทักษิณถูกจำคุกจากคดีที่เกิดขึ้นหลังรัฐประหาร แต่คำถามสำคัญคือ ทำไมจึงเกิดรัฐประหารตั้งแต่แรก
หลายคนมองว่าเหตุผลหนึ่งคือ ความนิยมของทักษิณที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว จนกลายเป็นภัยคุกคามต่ออำนาจเดิม เมื่อความนิยมถูกแย่งชิง สิ่งที่ตามมาคือความพยายามจะหยุดเขาให้ได้
แต่ปัญหาคือ วิธีการที่ถูกใช้คือ การยึดอำนาจ
ซึ่งในหลักประชาธิปไตย นั่นคือสิ่งที่ผิด
ถ้าไม่พอใจกับรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง วิธีที่ถูกต้องคือ ชนะเขาในการเลือกตั้งครั้งต่อไป
ไม่ใช่การเปลี่ยนกติกา ไม่ใช่การยึดอำนาจ หรือปล้นอำนาจจากประชาชน
เหตุการณ์เหล่านั้นทำให้หลายคนเริ่มตั้งคำถามกับตัวเอง
ครั้งหนึ่ง หลายคนเคยสนับสนุนรัฐประหาร เพราะเชื่อว่ามันคือทางออก แต่เมื่อเวลาผ่านไป ความจริงหลายอย่างก็เริ่มปรากฏ
หนึ่งในเหตุการณ์ที่ทำให้หลายคน “ตื่นจากความเชื่อเดิม” คือการเสียชีวิตของ นวมทอง ไพรวัลย์ ชายธรรมดาที่ใช้ชีวิตของตัวเองเพื่อบอกกับทั้งประเทศว่า
“รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง ไม่ควรถูกโค่นล้มด้วยรถถัง”
เหตุการณ์นั้นทำให้หลายคนเริ่มกลับมาคิดใหม่ว่า
บางทีสิ่งที่เราเคยเชื่อ อาจไม่ใช่ความจริงทั้งหมด
ความเกลียดชังทางการเมืองในเวลานั้นถูกสร้างขึ้นอย่างหนัก จนทำให้ผู้คนจำนวนมากเกิด “ความกลัวทักษิณ” หรือที่เรียกว่า ทักษิโนโฟเบีย และมันแทรกซึมเข้าไปในสังคม
แม้บางคนจะต่อต้านรัฐประหาร แต่ก็ยังไม่อยากถูกมองว่าเป็นฝ่ายของทักษิณ
จึงเกิดกลุ่มที่เรียกว่า “สองไม่เอา”
คือไม่เอารัฐประหาร และก็ไม่เอาทักษิณ
แต่ในความเป็นจริง หลายคนเริ่มตระหนักว่า
เมื่ออำนาจที่มาจากประชาชนต้องเผชิญกับอำนาจนอกระบบ
การบอกว่าเป็นกลาง อาจเป็นไปไม่ได้
เพราะสุดท้ายแล้ว ต้องเลือกว่าจะยืนอยู่ข้าง
อำนาจที่ประชาชนเลือก
หรืออำนาจที่มาจากรถถัง
เรื่องราวเหล่านี้จึงไม่ใช่แค่เรื่องของนักการเมืองคนหนึ่ง
แต่คือบทเรียนสำคัญของสังคมไทย
ว่าประชาธิปไตยจะเดินต่อไปอย่างไร
และประชาชนจะปกป้องเสียงของตัวเองได้หรือไม่