ในแวดวงการเมืองไทยที่เต็มไปด้วยเล่ห์เหลี่ยมและกลยุทธ์ การอ่านเกมอำนาจไม่ได้ดูแค่สิ่งที่ปรากฏหน้าฉาก แต่ต้องมองลึกลงไปถึง “สมการความสัมพันธ์” ที่ซ่อนอยู่หลังม่าน ล่าสุดกระแสข่าววงในที่ถูกเปรียบเปรยด้วยตัวละครสมมติอย่าง “นุ้ย” และ “ก้อย” กำลังสะท้อนภาพความเป็นจริงของการบริหารจัดการอำนาจในระดับสูง ที่ไม่ใช่แค่เรื่องของความพึงพอใจส่วนตัว แต่คือกลยุทธ์ “การถ่วงดุล” เพื่อความอยู่รอดทางการเมือง บทความนี้จะพาคุณไปถอดรหัสเบื้องลึกของความสัมพันธ์ที่อาจสั่นคลอนเก้าอี้รัฐมนตรีและเสถียรภาพของรัฐบาลผสมชุดปัจจุบัน
เมื่อพูดถึงการบริหารจัดการคนในองค์กรที่มีผลประโยชน์มหาศาล หลักการ “Divide and Rule” หรือแบ่งแยกเพื่อปกครองยังคงเป็นคลาสสิกโมเดลที่ถูกนำมาใช้เสมอ ในกรณีศึกษาของ “เสี่ยโอ” (นามสมมติของบิ๊กเนมทางการเมือง) การดำรงอยู่ของ “นุ้ย” และ “ก้อย” ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เป็นการวางหมากที่ผ่านการคิดคำนวณมาอย่างดี
แหล่งข่าววิเคราะห์ว่า การที่ผู้มีอำนาจไม่เทหมดหน้าตักให้กับ “นุ้ย” เพียงคนเดียว แต่ยังคงเลี้ยง “ก้อย” เอาไว้ เป็นเพราะความไม่ไว้ใจในสถานการณ์อนาคต หากวันใดที่คนสนิทอย่าง “นุ้ย” เกิดความคิดไม่ซื่อ หรือมีคลื่นใต้น้ำที่พยายามแทรกซึมผ่านทางคนใกล้ชิด การมี “ก้อย” สำรองไว้จะเป็นเกราะป้องกันชั้นดี นี่คือระบบเซฟตี้คัททางการเมือง หากคนหนึ่งแปรพักตร์ อีกคนจะทำหน้าที่ปกป้องและคานอำนาจทันที
สถานการณ์นี้สะท้อนให้เห็นว่า ภายใต้ภาพลักษณ์ที่ดูเหมือนเป็นปึกแผ่น อาจมีความหวาดระแวงซ่อนอยู่ลึกๆ กลยุทธ์ “รวมกันเราอยู่” ถูกนำมาใช้เพื่อต่อสู้กับศัตรูภายนอก (กลุ่มล้มเจ้าหรือฝ่ายตรงข้าม) แต่เมื่อใดที่ภัยคุกคามภายนอกจางลง สงครามภายในเพื่อแย่งชิงการนำและการปกป้องผลประโยชน์ก็จะปะทุขึ้นทันที การมีตัวเลือกสำรองจึงเป็นทางออกที่ “เสี่ยโอ” เลือกใช้เพื่อความอุ่นใจว่าตนเองจะไม่มีวันถูกโดดเดี่ยว
ภาพสะท้อนของการ “กัดกันเอง” ในขั้วรัฐบาลที่ชัดเจนที่สุดในเวลานี้ หนีไม่พ้นกรณีพิพาทเรื่องที่ดิน ส.ป.ก. ระหว่างสองบิ๊กข้าราชการและรัฐมนตรีคนละกระทรวงอย่าง “ร้อยเอกธรรมนัส พรหมเผ่า” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กับ “ชัยวัฒน์ ลิ้มลิขิตอักษร” จากกรมอุทยานแห่งชาติฯ
แม้ทั้งคู่จะสังกัดพรรคร่วมรัฐบาลและดูเหมือนจะอยู่ภายใต้ร่มเงาอำนาจเดียวกัน แต่การออกมาปะทะคารมผ่านสื่อและการลงพื้นที่เพื่อ “ถอนหมุด” แสดงกรรมสิทธิ์ที่ดิน สะท้อนให้เห็นว่าผลประโยชน์ทับซ้อนในระดับปฏิบัติการนั้นรุนแรงกว่าที่คิด ฝ่ายหนึ่งต้องการสร้างผลงานด้วยการแจกเอกสารสิทธิ์ให้ประชาชน (ส.ป.ก.) เพื่อโกยคะแนนเสียง ในขณะที่อีกฝ่ายต้องรักษากฎหมายป่าไม้และพื้นที่สีเขียว
ความขัดแย้งนี้ไม่ใช่แค่เรื่องเทคนิคทางกฎหมาย แต่เป็นเรื่องของ “หน้าตา” และ “ฐานเสียง” ธรรมนัสจำเป็นต้องเร่งสร้างผลงานให้เป็นที่ประจักษ์ในฐานะเจ้ากระทรวง เพื่อปูทางสำหรับการเลือกตั้งในอนาคต การเปลี่ยนที่ดิน ส.ป.ก. ให้เป็นโฉนด (แม้จะมีข้อจำกัดเรื่องการทำธุรกรรมการเงิน) คือนโยบายประชานิยมที่ขายได้ แต่เมื่อมาชนกับกำแพงของกรมอุทยานฯ ที่อ้างสิทธิ์ตามกฎหมายป่าไม้ ความขัดแย้งจึงระเบิดออกมา
ประเด็นที่น่าสนใจจากการวิเคราะห์ของแหล่งข่าวคือแง่มุมทางกฎหมายที่ถูกหยิบยกมาเป็นข้ออ้าง ในกรณีข้อพิพาทที่ดิน ส.ป.ก. ฝั่งกระทรวงเกษตรฯ อาจมองว่าพระราชบัญญัติการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ. 2518 เป็นกฎหมายที่ “ใหม่กว่า” กฎหมายป่าไม้หรือกฎหมายอุทยานฯ ที่ออกมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2505 (หรือช่วงใกล้เคียง)
ตามหลักนิติศาสตร์ทั่วไป กฎหมายที่ออกมาทีหลังย่อมมีผลบังคับใช้และอาจยกเลิกเพิกถอนบทบัญญัติของกฎหมายเก่าในส่วนที่ขัดแย้งกัน นี่คือช่องโหว่ที่ถูกนำมาใช้ในการต่อสู้เพื่อความชอบธรรม การอ้างว่าพื้นที่ดังกล่าวถูกประกาศเป็นเขตปฏิรูปที่ดินแล้ว ย่อมทำให้กฎหมายป่าไม้เดิมสิ้นสภาพบังคับในพื้นที่นั้นๆ หรือไม่? นี่คือประเด็นที่ต้องตีความ แต่ในทางการเมือง การที่หน่วยงานราชการสองแห่งมาทะเลาะกันเรื่องหลักหมุด คือภาพสะท้อนความล้มเหลวของการบูรณาการข้อมูลภาครัฐ (One Map) และความไร้เอกภาพในการบริหารงาน
อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์การเมืองมองว่า ความขัดแย้งระหว่าง “ธรรมนัส” และ “ชัยวัฒน์” อาจเป็นเพียง “ละคร” ฉากหนึ่งที่ถูกจัดฉากขึ้น การตั้งคณะกรรมการสอบสวนที่ตามมามักจะจบลงแบบบัวไม่ช้ำน้ำไม่ขุ่น แต่เป้าหมายที่แท้จริงอาจเป็นเพียงการเบี่ยงเบนความสนใจ หรือการสร้างพื้นที่ข่าวให้ทั้งสองฝ่ายดูมีความกระตือรือร้นในการทำงาน
แต่สิ่งที่ไม่ควรมองข้ามคือ “สังกัด” ของตัวละคร ทั้งคู่มีความเชื่อมโยงกับ “บ้านป่ารอยต่อ” หรือสายสัมพันธ์เก่าของ “ลุงป้อม” แม้ธรรมนัสจะดูเหมือนแยกตัวออกมาสร้างอาณาจักรของตัวเองและมาซบไหล่พรรคเพื่อไทยในปัจจุบัน แต่สายใยความสัมพันธ์แบบ “ลูกพี่-ลูกน้อง” ในอดีตยังคงเป็นตัวแปรที่ซับซ้อน การที่คนเคยอยู่มุ้งเดียวกันมาตีกันเอง อาจมีนัยยะของการ “ขิง” หรือข่มกันในทีเพื่อวัดบารมีว่าใครคือของจริงในรัฐบาลชุดนี้
เพื่อให้เข้าใจรากเหง้าของความสัมพันธ์อันซับซ้อนนี้ ต้องย้อนกลับไปถึงจุดเปลี่ยนสำคัญทางการเมืองไทย คือการรัฐประหารปี 2557 ข้อมูลวงในระบุชัดเจนว่า ทั้ง “ธรรมนัส” และ “อนุทิน” ไม่ใช่ผู้ร่วมก่อการ แต่เป็น “ผู้ถูกกระทำ” ที่ถูกเชิญตัวเข้าค่ายทหาร
ในเวลานั้น การเจรจาในค่ายทหารคือจุดเปลี่ยนชีวิต คำถามสำคัญอย่าง “มึงจะตายตรงนี้ หรือจะทำงานให้กู?” คือสิ่งที่เปลี่ยนศัตรูให้กลายเป็นมิตร (แบบจำยอม) มีการวิเคราะห์ว่าน่าจะมีการทำข้อตกลงลับ หรือ MOU ทางใจ ที่ทำให้นักการเมืองเหล่านี้ต้องยอมสยบยอมและทำงานรับใช้ขั้วอำนาจใหม่ เพื่อแลกกับความอยู่รอดและโอกาสในการกลับมามีบทบาททางการเมืองอีกครั้ง
การแปรพักตร์ของกลุ่มก้อนการเมืองต่างๆ รวมถึงกลุ่ม “แรมโบ้” หรือแม้แต่เนวิน ชิดชอบ ในอดีต ล้วนเกิดจากโมเดลการ “บีบให้เลือก” เช่นนี้ทั้งสิ้น ดังนั้น พฤติกรรมของนักการเมืองในปัจจุบัน จึงไม่ได้ขับเคลื่อนด้วยอุดมการณ์เพียงอย่างเดียว แต่ขับเคลื่อนด้วยพันธะสัญญาเก่าและเงื่อนไขความปลอดภัยส่วนบุคคลที่ผูกมัดกันมาตั้งแต่ยุค คสช. เรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน
เรื่องราวของ “นุ้ย-ก้อย” และความขัดแย้งในกระทรวงเกษตรฯ เป็นเพียงยอดภูเขาน้ำแข็งที่โผล่พ้นน้ำ ภายใต้ผิวน้ำที่ดูเงียบสงบ คือกระแสน้ำเชี่ยวของการต่อรองผลประโยชน์ การเปลี่ยนขั้วย้ายข้าง และการระแวงสงสัยกันเองระหว่างพรรคร่วมรัฐบาล ตราบใดที่ผลประโยชน์ยังลงตัว เสถียรภาพก็ยังคงอยู่ แต่หากวันใดที่สมการอำนาจเปลี่ยน หรือ “เสี่ยโอ” ตัดสินใจเลือกข้างใดข้างหนึ่งอย่างเด็ดขาด วันนั้นเราอาจได้เห็นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ทางการเมืองอีกครั้ง